เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์) เป็นบุตรของเจ้าพระยาอภัยราชา (ปิ่น) กับท่านผู้หญิงฟัก

เกิดวันพุทธ เดือนยี่ แรมห้าค่ำ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๑๑ มกรคาม พ.ศ. ๒๓๒๐ ในสมัยกรุงธนบุรี ที่บ้านริมคลองรอบกรุงธนบุรี ด้านตะวันออกปัจจบันคือ บริเวณเชิงสะพานข้างโรงสี หน้ากระทรวงมหาดไทย สืบเืชื่อสายจากสิริวัฒนพราหมณ์ราชปุโรหิต ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ซึ่งเป็นเจ้าพระยาอภัยราชา(ปิ่น) บิดาของท่านคือบุตรเจ้าพระยามหาสมบัติ(ผล)ซึ่งเป็นหลานปู่ของท่านพราหมณ์ ได้ชื่อว่าเป็นเอกอัครมหาเสนาบดี และยอดขุนพลสำคัญอีกท่านหนึ่งของยุคต้นรัตนโกสินทร์ ท่านได้รับราชการเป็นข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และโดยเสด็จในราชการสงครามสำคัญหลายครั้ง เช่น สงครามเก้าทัพบิดานำนายสิงห์ถวายตัวเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กในพระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ ๑ ได้รับพระราชทานยศศักดิ์โดยลำดับจนเป็น "จมื่นเสมอใจราช"ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ ย้ายไปรับราชการวังหน้า เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "พระนายเสมอใจราช"

ต่อมาเป็น "พระพรหมสุรินทร์" และ "พระยาราชโยธา" ตามลำดับ พ.ศ. ๒๓๕๖ เป็น "ที่พระยาเกษตรรักษา" ว่าการกรมนาฝ่ายวังหน้า เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า ท่านต้องโทษในขณะดำรงบรรดาศักดิ์นี้ถึงสองครั้งสองครา และได้พระบารมีของรัชกาลที่ ๓ เมื่อครั้งยังทรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาจนพ้นโทษออกมาช่วยราชการดังเดิม โดยให้มาช่วยแบ่งเบาพระราชกิจด้านการค้า ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะความสามารถรอบตัวของท่านโดยเฉพาะการแต่งสำเภาค้าขาย และความซื่อสัตย์อันเป็นที่ต้องพระราชหฤทัยดังนั้นเมื่อผลัดแผ่นดินในปี พ.ศ. ๒๓๖๗ จึงโปรดเกล้าฯให้เลื่อนชั้นขึ้นเป็น "พระยาราชสุกภาวดี" ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการผู้ใหญ่แห่งราชสำนักพ.ศ. ๒๓๖๙ นับว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิตท่าน นำไปสู่การได้รับจารึกชื่อเป็นยอดขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตราบจนทุกวันนี้

เมื่อเกิดกบฎเจ้าอนุวงศ์ขึ้น ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพหน้าตามเสด็จกรมราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพ ซึ่งเมื่อเสร็จศึกแล้วได้กราบทูลฯ ความดีควา่มชอบของท่านว่า "ใจหาญกล้าในการทำศึกสงคราม และฝีมือเข้มแข็งองอาจสามารถ ทั้งสติปัญญาหลักแหลมพร้อมด้วยจะหาผู้อื่นใดเสมอมิได้ในทุกวันนี้" และท่านได้เลื่อนยศขึ้นเป็น "เจ้าพระยาราชสุภาวดี"ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๗๑ ท่านได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ไปจับระเบียบเมืองเวียงจันทร์อีกครั้งหนึ่ง

ในการศึกครั้งนี้กองทัพไทยถูกอุบายล่อลวงจนเกือบเพลี่ยงพล้ำและเกิดการปะทะกันอย่างประชิดตัว หากแต่ความหาญกล้าเด็ดเดี่ยวของท่านและจากการสละชีพของหลวงพิพิธ(ม่วง) น้องชายของท่านที่พุ่งเข้ารับดาบของเ้จ้าราชวงศ์เมื่อเข้าประชิดตัวท่านเจ้าพระยาฯ ได้เปลี่ยนเหตุการณ์จนทำให้ท่านรบชนะและสามารถจับเจ้าอนุวงศ์มายังพระนครได้สำเร็จ จึงได้รับโปรดเกล้าฯเลื่อนยศเป็น "เจ้าพระยาบดินทรเดชา ที่สมุหนายก" ในปีเดียวกันนั้นเอง ขณะนั้นท่านมีอายุขึ้นปีที่ ๕๓

๕ ปีต่อมา เจ้าพระยาบดินทรเดชาได้รับราชการครั้งสำคัญที่สุดอีกครั้งในการเป็นแม่ทัพใหญ่ทางบก ยกไปปราบญวนที่คอยให้ท้ายลาวและเขมรให้กระด้างกระเดื่องต่อไทยการศึกครั้งนี้ทำให้ท่านต้องตรากตรำจากบ้านเกิดเมืองนอนไปยาวนานถึง ๑๕ ปีเต็ม และทำให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงบุคลิกลัษณะและควา่มสามารถรอบด้าน ทั้งด้านการเป็นแม่ทัพ นักปกครอง นักบริหาร และนัการค้า ที่มีรวมอยู่ในตัวบุคคลเดียว และด้วยการยิดถือหลักการรักษาเขตแดนให้มั่นคงอย่างแท้จริง ท่านจึงไม่เพียงมุ่งแต่จะรบให้ได้ชัยชนะ แต่ได้ช่วยสร้างชาติสร้างเมืองให้กับเขมรในครั้งนั้นด้วย ผลที่ได้จึงไม่เพียงสามารถขจัดปัญหาญวนให้หมดไปโดยสิ้นเชิง

แต่ได้สร้างเกียรติคุณแห่งเมืองสยามและนามของท่านได้ปรากฎอยู่ในประวัติศาสตร์ของเมืองเขมร เมื่อนักองค์ด้วง เจ้ากรุงกัมพูชา รำลึกถึงพระคุณของท่านจนโปรดให้สร้างเก๋งที่หน้าค่ายใหญ่วัดโพธาราม เมืองอุดงมีชัย ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่า ภายในสถิตรูปปั้นท่านเจ้าพระยาฯ ที่ปั้นโดยช่างเขมรไว้เป็นรูปเคารพเรียกขานกันว่า "รูปองค์บดินทร์" แม้ปัจจุบันจะถูกรื้อสูญสลายไปแล้ว แต่ยังคงเหลือภาพวาดท่านซึ่งมีผู้ลอกแบบไว้จากรูปปั้นที่เมืองอุดงมีชัยและมีรปปั้นลักษณะเดียวกันซึ่งปั้นโดย ช่างไทยอยู่ที่วัดจักรวรรดิราชาวาสในปัจจุบัน ซึ่งรูปปั้นและภาพวาดนี้ได้ถูกใช้เป็นต้นแบบสำหรับรูปปั้นรูปเคารพท่านเจ้าพระยาฯในเวลาต่อมา